วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553

เรื่องเล่าซึ้งๆ ‘ถึงเธอไม่รู้จักผม แต่ผมยังรู้ว่าเธอเป็นใคร’

เรื่องเล่าซึ้งๆ ‘ถึงเธอไม่รู้จักผม แต่ผมยังรู้ว่าเธอเป็นใคร’


มัน เป็นตอนเช้าเวลาประมาณ 08.30 น. ที่วุ่นวายเอาการเมื่อสุภาพบุรุษสูงอายุท่านหนึ่งในวัย 80 กว่า มารับบริการแพทย์ตัดไหมจากแผลที่หัวแม่มือ และบอกว่าขอให้รีบหน่อยเพราะมีนัดตอน 09.00 น.

เมื่อ ผมตรวจร่างกายตามปกติเสร็จผมก็ขอให้นั่งรอโดยผมรู้ว่าอย่างไรเสียก็ไม่ หนีหนึ่งชั่วโมง กว่าที่จะถึงคิว

ผมเห็นสุภาพบุรุษท่านนี้ดูนาฬิกาหลายครั้งอย่างกระสับกระส่าย ผมว่างอยู่พอดีจึงเข้าไปดูแผลให้

เมื่อตรวจดูก็เห็นเป็นปกติ ผมจึงเดินไปหารือกับหมอคนหนึ่งที่ให้บริการอยู่ เอายาและวัสดุมาทำแผลให้

ขณะที่ตัดไหมอยู่ผมก็ถามว่า มีนัดกับหมออีกคนหรือจึงดูรีบร้อน

สุภาพบุรุษท่านนี้ตอบว่าไม่หรอก

ผมก็ถามถึงสุขภาพของภรรยา ก็ตอบว่าภรรยาอยู่ที่นั่นมานานพอควรแล้ว และเธอเป็นโรค Alzheimer’s

ขณะที่คุยกันผมก็ลองถามดูว่าเธอจะรู้สึกกังวลเป็น ทุกข์ไหมถ้าไปสายสัก หน่อย



สุภาพบุรุษท่านนี้ก็ตอบว่า เธอไม่รู้หรอกว่าผมเป็นใคร เธอจำผมไม่ได้มา 5 ปีแล้ว

ผมรู้สึกแปลกใจจึงถาม ว่า ‘แล้วคุณก็ยังไปทุกเช้าถึงแม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าคุณเป็นใครก็ตาม’


สุภาพบุรุษสูงอายุยิ้ม และตบเบาๆ บนมือผมและพูดว่า

‘ถึงเธอไม่รู้จักผม แต่ ผมยังรู้ว่าเธอเป็นใคร’


ผมต้องกลั้นน้ำตา ขณะที่เดินจากไป ขนบนแขนผมลุกชันและคิดว่า ‘นั่นคือความรักอย่างที่ผมต้องการที่สุดในชีวิต’

ความรักที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องของกายภาพหรือ โรแมนติก ความรักที่แท้จริงคือการยอมรับทุกสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ได้เป็นมาตลอด รวมทั้งที่จะเป็น และที่จะไม่เป็นด้วย

คนที่มีความสุขที่ สุดไม่จำเป็นว่าจะต้องมีสิ่งดีที่สุดของทุกสิ่ง เขาเพียงทำสิ่งที่เขามีอยู่ให้ดีที่สุด



..............................


นิทานความ รักซึ้งๆ







นิทานความ รักซึ้งๆ “มีเมืองเล็ก ๆ ที่สวยและสงบสุขเมืองหนึ่ง….”


มี เมืองเล็ก ๆ ที่สวยและสงบสุขเมืองหนึ่ง มีคู่รักคู่หนึ่งที่รักกันมาก ทุกวันพวกเขาจะพากันไปดู

พระอาทิตย์ขึ้นที่ชายหาด และไปส่งพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่ชายหาดตอนโพล้เพล้ ทุกคนที่เคยพบเจอพวกเขา

จะมองด้วยสายตาอิจฉาในความรักของคนคู่นี้เสมอ
แต่แล้ววันหนึ่ง..เกิดอุบัติเหตุรถชนขึ้น หญิงสาวผู้โชคร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส เธอนอนเงียบ ๆ

อยู่บนเตียงของโรงพยาบาล วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า เธอก็ยังคงไม่ฟื้นคืนมา

ตอนกลางวัน ชายหนุ่มจะมาเฝ้าอยู่ที่หน้าเตียง ร้องเรียกคนรักของเขาเสมอ

ทั้งๆ ที่เธอไม่ตอบสนองใด ๆ เลย ตกกลางคืน ชายหนุ่มจะไปสวดภาวนาออนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าที่โบสถ์นอกเมือง

เขาร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้ง ไม่มีจะไหลออกมาอีกแล้ว ผ่านไป 1 เดือน หญิงสาวยังคงหลับใหลไม่ฟื้นเหมือนเดิม

ส่วนชายหนุ่มก็ดูจะซูบเซียวขึ้นทุกวัน แต่ก็ยังคงสวดอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่เสมอไม่หยุด

แต่ แล้ววันหนึ่ง พระผู้เจ้าก็เกิดเห็นใจในรักของชายหนุ่มและตกลงที่[ประทาน]พรให้แก่เขา



พระผู้เป็นเจ้าได้ถาม ชาย หนุ่มว่า
“เจ้ายอมที่จะแลกพรนี้ด้วยชีวิตของเจ้าไหม” ชายหนุ่มตอบโดยไม่ลังเลว่า
“ ผมยอมครับ” พระผู้เป็นเจ้าพูดว่า
“งั้นดีฉันจะให้คนรักของเจ้าฟื้นขึ้นมา แต่เจ้าต้องแลกกับการกลายเป็นแมลง ปอเป็นเวลา 3 ปี เจ้าจะตกลงยอมไหม

ชายหนุ่มได้ฟังดังนั้น แต่ก็ยังคงยืนยันคำตอบเดิม “ผมยอมครับ” ฟ้าสางแล้ว

ชายหนุ่มได้กลายเป็นแมลงปอสวยงามตัวหนึ่ง เขาบอกลาพระผู้เป็นเจ้าแล้วรีบบินกลับไปที่โรงพยาบาลหญิงสาวฟื้นขึ้นมาแล้ว จริง ๆ มีนายแพทย์หนุ่มยืนอยู่ข้าง ๆ เธอ คุยเรื่องอะไรกันสักอย่างหนึ่ง แต่ช่างเสียดายที่เขาไม่สามารถที่จะได้ยิน.

หลายวันผ่านไป หญิงสาวแข็งแรงพอที่จะออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว แต่เธอดูไม่มีความสุขเลย

เธอออกตะเวณหาข่าวคราวของชายหนุ่ม แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าชายหนุ่ม


หาย ไปอยู่ที่ไหน หญิงสาวยังไม่ละ
ความพยายามที่จะตามหาชายคนรักของเธอ

ชายหนุ่มซึ่งอยู่ในร่างของเจ้าแมลงปอ ได้[แต่]บินวนเวียนอยู่รอบตัวหญิงสาวไม่ห่าง

[ทว่า]เขาไม่สามารถที่ส่งเสียงไม่สามารถโอบกอด[เธอ] เขาทำได้แค่เพียงเฝ้ามองดูหญิงสาวไม่ให้คาดสายตาเท่านั้น

ฤดู ร้อนผ่านไปแล้ว ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดใบไม้ปลิวร่วงหล่นจากต้นไม้ใหญ่ เจ้าแมลงปอจำต้องจากที่นี่ไปแล้ว

นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ เขาจะได้บินมาเกาะที่บ่าของหญิงสาว เขาอยากใช้ปีกของเขาลูบใบหน้าของหญิงสาว

อยากใช้ปากเล็ก ๆ จูบที่หน้าผาก แต่อย่างไรก็ดีร่างเล็กบอบบางใน


คราบ ของแมลงปอก็ไม่สามารถเรียกร้องความ สนใจจากหญิงสาวได้

แค่พริบตา ฤดูใบไม้ผลิก็มาเยือน เจ้าแมลงปอรีบบินกลับมาหาคนรักของเขา

เพื่อจะพบว่าร่างอัน คุ้นตานั้นบัดนี้ได้ยืนเคียงคู่ อยู่กับชายรูปร่างสันทัดคนหนึ่ง ภาพ ๆ นั้นทำให้เจ้าแมลงปอเกือบจะบินตกลงมาจากอากาศเลยทีเดียว

ชาว บ้านต่างกล่าวขานถึงเรื่องอุบัติเหตุที่ทำให้หญิงสาวได้รับบาดเจ็บ

สาหัสทำให้ได้พบกับแพทย์หนุ่มที่น่ารัก และ ใจดี

คน นั้น และยังกล่าวถึงความรักของคนทั้งคู่ที่เหมือนถูกกำหนดมาอย่างไรอย่างนั้น

แน่ นอนพวกเขายังคงพูดถึงหญิงสาวที่สดใสร่าเริงขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากมายนัก

เจ้าแมลงปอรู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก หลังจากนั้นไม่กี่วัน

แมลงปอเห็นแพทย์หนุ่มผู้นั้นพาคนรักของตนไปชายทะเลเพื่อดูพระอาทิยต์ขึ้น
พลบค่ำก็อยู่ที่ชายหาดเพื่อดูพระอาทิตย์ตก แต่สำหรับเขาแล้ว

นอกจากบินมาเกาะที่บ่าของหญิงสาวแล้ว เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย

หน้าร้อนของปีนี้ช่างยาวนานนัก เจ้าแมลงปอบินต่ำลง ๆ ทุกวันด้วยความรู้สีกที่เจ็บปวด

เขาไม่มีเรี่ยวแรงเพียง พอที่จะบินเข้าใกล้ หญิงอันเป็นที่รัก ท่าทางการพูดคุยกันอย่างสนิทสนมของคนทั้งคู่ เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของทั้งคู่

ทำให้เขารู้สึกโดด เดี่ยวยิ่งนัก


ย่างเข้าฤดูร้อนของปีที่ 3 เจ้าแมลงปอไม่ค่อยไปเฝ้าดูคนรักของเขาแล้ว บ่าของเธอบัดนี้ถูกโอบกอดด้วยมือของแพทย์หนุ่ม
ใบหน้าถูกประทับจูบอย่างเบา ๆ จากเขาผู้นั้น

ดู ท่าทางแล้วไม่มีทางเลยที่หญิงสาวจะมีเวลาที่จะไปคิดถึงแมลงปอที่เจ็บปวด ตัวหนึ่ง
ยิ่งไม่มีทางที่จะไปคิดถึงอดีตสิ่งที่ผ่านไป วันครบรอบปีที่ 3

ที่พระผู้เป็นกำหนดไว้ใกล้มาถึงแล้วคนรักของเจ้าแมลงปอกับนายแพทย์หนุ่ม

ได้ จัดพิธีแต่งงานขึ้นในวันสุดท้ายนั้นเอง เจ้าแมลงปอค่อย ๆ บินเข้าไปในโบสถ์



และ ไปเกาะที่บ่าของพระผู้เป็นเจ้าเขาได้ยินเสียงของคนรัก

ที่ดังมาจากข้างล่างตอบรับคำสาบานของพระผู้เป็นเจ้าว่า “ฉันยอมรับ”

เขา เห็นแพทย์หนุ่มคนนั้นสวมแหวนให้คนรักของเขา ตามด้วยจุมพิตที่แสนหวานของคนทั้งคู่.


เจ้า แมลงปอปล่อยให้น้ำตาแห่งความเจ็บปวดไหลออกมา

พระผู้เป็นเจ้าถามแมลงปอว่า “เจ้ารู้สึกเสียใจไหม” เจ้าแมลงปอเช็ดน้ำตาแล้วตอบว่า “เปล่า” พระผู้เป็นเจ้าถอนหายใจแล้วพูดต่อว่า


“งั้นพรุ่งนี้เจ้าก็ได้ กลับเป็นเจ้าคนเดิมแล้ว” เจ้าแมลงปอส่ายหน้าอย่างช้า ๆ ก่อนตอบว่า



“ ขอผมเป็นแมลงปออย่างนี้ไปตลอดชีวิตเถอะครับ”

บางบุพเพ ชะตาถูกกำหนดมาเพื่อที่ต้องสูญเสียไป บางบุพเพ

ตอน จบไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด รักคน ๆ หนึ่ง ไม่จำเป็นต้องได้รับรักตอบ

แต่เมื่อได้รับรักจากใครคนหนึ่งเราต้องดูแลรักษามันไว้อย่างดี บนบ่าของคุณมีแมลงปอไหม

วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2553

ศาสตร์และศิลป์ทางดนตรี


ศาสตร์และศิลป์ทางดนตรี


ความรู้ที่มีอยู่ในโลกนี้เราอาจแบ่งได้เป็น2ประเภทคือความรู้ที่เป็น ศาสตร์ และ ความรู้ที่เป็นศิลป์
ความรู้ที่เป็นศาสตร์ หมายถึงความรู้ที่มีพื้นฐานมาจากความเป็นจริง สามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ และเป็นจริงเสมอ ทั้งยังเป็นความรู้ที่ถาวรตลอดไป เช่น พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทาง ทิศตะวันตกเสมอ วัตถุชนิดเดียวกันมีมวลไม่เท่ากันย่อมมีน้ำหนักไม่เท่ากัน น้ำจะมีสถานะเปลี่ยนไปเมื่อ อยู่ในอุณหภูมิต่างกัน เป็นต้น ความรู้ที่เป็นศิลป์ หมายถึงความรู้ที่มีพื้นฐานมากจากการสมมุต ิและเป็นที่ยอมรับกันในหมู่ชนหรือสังคมหนึ่งๆ จะพิสูจน์ได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่สาระสำคัญ ความรู้ประเภทนี้จะเป็นความรู้ที่ยั่งยืนมากน้อยเท่าใดขึ้นอยู่กับการยอมรับ ของสังคมและหมู่ชนนั้นๆ เช่นความเชื่อเรื่องวิญญาณ สีแดงคือพระอาทิตย์ วัตถุที่ไว้ตักอาหารเรียกว่าช้อน คนตายย่อมไปอยู่อีกโลกหนึ่งเรียกว่าปรโลกการจินตนาการเมื่อได้ดูภาพที่ ประทับใจหรือเกิดความซาบซึ้ง สะเทือนใจเมื่อได้รับฟังบทเพลงหรือบทกวีเป็นต้น
ดนตรี เป็นเรื่องของเสียงที่มีความไพเราะ และ คือความรู้ที่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในตัวเอง ที่ว่าเป็นศาสตร์ เพราะสามารถพิสูจน์และเป็นจริง เช่น กลองแขกเสียงจะสูงขึ้น ก็ต่อเมื่อเราขึงหนังให้มีความตึง ของหน้ามากขึ้น นี่เป็นความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยเสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของ วัตถุ คือวัตถุสั่นสะเทือนช้า คลื่นเสียงจะต่ำไม่ถี่ เสียงที่ดังออกมาก็จะต่ำ วัตถุสั่นสะเทือนเร็ว
คลื่นเสียงจะสูงและถี่ เสียงที่ดังออกมาก็จะสูง เป็นต้นและที่ว่าเป็นศิลป์เพราะทำให้ผู้ที่ได้รับฟังหรือ ชมผลงานเกิดความประทับใจ เกิดอารมณ์สะเทือนใจ และเกิดการจินตนาการได้ เช่น เมื่อชม ภาพวาดในพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกแล้วเกิดความรู้สึกว่า สวยงามมาก เกิดจินตนาการ เกิดอารมณ์สะเทือนใจ ในผลงานการเล่าเรื่องด้วยภาพ หรือชมภาพจิตกรรมฝาผนังเรื่องไตรภูมิพระร่วงแล้เกิดจินตนาการเรื่องของนรก สวรรค์ เกิดอารมณ์สะเทือนใจเกรงกลัวต่อการทำบาป เมื่อฟังเสียงเพลงธรณีกรรณแสง หรือค่าน้ำนมแล้วเกิดความซาบซึ้งและเกิดอารมณ์สะเทือนใจ จนเกิดจินตนาการทำให้น้ำตาไหล เป็นต้น
งานศิลปะที่สามารถทำให้ผู้บริโภคเกิดอารมณ์สะเทือนใจได้นั้นเราเรียกว่า "ศิลปะบริสุทธิ์" (Pure Art) และดนตรีก็ถือว่ามีความเป็นศิลปะบริสุทธิ์มากที่สุด

ความเเตกต่างเเละการพัฒนา

การใช้เวลาของชีวิตแต่ละช่วงแต่ละวัยมีความแตกต่างกัน ไปตามธรรมชาติของวัยนั้นๆโดยแต่ละวัยต่างมีภาระกิจเด่นๆและมีการนำภาระกิจ เด่นๆเหล่านั้นได้มากำหนดบทบาทของวัยต่างๆตั้งแต่เป็นทารกจนกระทั่งเป็นวัย ชราๆด้วยเริ่มตั้งแต่ วัยเล่น?? วัยเรียน? วัยรัก วัยทำงาน? วัยสร้างตัว? วัยสร้างครอบครัว วัยทอง? วัยเกษียณ? จนกระทั่งวัยพักผ่อนตามลำดับ

?????? จากภาระกิจหลักของแต่ละวัยจะเห็นว่า “การเล่น” จะเป็นภาระกิจพื้นฐานเบื้องต้นที่มนุษย์เรามีตั้งแต่คลอดออกมาจากครรภ์มารดา และการให้เด็กมีโอกาสได้เล่นจะเป็นจุดเริ่มต้นให้เด็กคน นั้นสามารถปฎิบัติภาระกิจอื่นๆตามช่วงวัยต่อมาได้เป็นผลสำเร็จเพราะการเล่น เป็นเรื่องจริงจังและมีความความสัมพันธ์ต่อเด็กอย่างใกล้ชิด??? การเล่นที่เหมาะสมและถูกต้องตามวัยและพัฒนาการของเด็กจะเป็นเครื่องบ่งชี้ ถึงคุณภาพของเด็กอีกทั้งยังเอื้อให้มีผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคตการด้วย

??????การเล่นมีผลต่อการกระตุ้นการเรียนรู้?? พัฒนาการทางสมอง?? เสริมสร้างความฉลาด?? พัฒนาสติปัญญา? พัฒนาอารมณ์? ความคิดสร้างสรรค์?? การสื่อสาร? การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นไม่ว่าต่างวัยหรือวัยเดียวกัน ฝึกการยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น?? การเล่นช่วยเสริมสร้างลักษณะนิสัยของเด็ก? เด็กๆจะได้เรียนรู้ทักษะต่างๆจากการเล่น?? เช่น? การทรงตัว?? การเคลื่อนไหว?? การใช้ประสาทสัมผัส?? การใช้กล้ามเนื้อต่างๆ? ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหา? ฝึกความจำ?? ฝึกความมีวินัย? ฝึกความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่นซึ่งจะพัฒนาไปสู่ความรับผิดชอบต่อสังคม เมื่อเติบใหญ่ขึ้น

ข้อสังเกตจากประสบการณ์การทำงาน พบว่า มีความแตกต่างกันของเด็กวัยเดียวกันที่มีโอกาสได้เล่น กับเด็กที่ไม่มีโอกาสได้เล่นตามไม่ว่าจะด้วยเงื่อนไขหรือข้อจำกัดใดๆก็ตาม? กล่าวคือ เด็กที่มีโอกาสได้เล่นจะมีอารมณ์ร่าเริงแจ่มใส?? กระฉับกระเฉง? กล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กที่และมัดใหญ่แข็งแร็งไม่ว่าจะเป็นทักษะการใช้มือ?? การเดิน? วิ่ง? การเคลื่อนไหว หรือการทรงตัว?? เด็กจะกล้าลองผิดลองถูกซึ่งนำไปสู่การมีทักษะในการแก้ไขปัญหา? ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆได้ง่าย มีจินตนาการ? ทักษะการใช้ภาษาค่อนข้างดี?? มีความสามารถในการโต้ตอบ ในทางตรงกันข้ามเด็กที่ไม่มีโอกาสได้เล่นจะมีผิวพรรณซูบซีด? งอแงไม่ร่าเริงแจ่มใส กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง? ไม่กล้าแสดงออก?? ขลาดกลัวต่อการเผชิญกับคนแปลกหน้าและ ต้องการเวลาเพื่อการปรับตัวหรือสิ่งแวดล้อมใหม่??? มีข้อจำกัดในการใช้ภาษา??? ไม่กล้าโต้ตอบ ฯลฯ?

กรณีตัวอย่าง? เช่น? เด็กชายวัยขวบครึ่งสองราย รายหนึ่งได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่อยู่ในบรรยากาศของครอบครัวที่ส่งเสริม ให้เด็กได้เล่นตามวัย?? เด็กจะมีสุขภาพจิตดี? ร่าเริงแจ่มใส? เด็กมีความสุขกับการได้สำรวจ? สิ่งแวดล้อมรอบๆตัว?? เด็กจะเดินเตาะแตะหรือคลานไปโน่นมานี่? หยิบของต่างๆมาเคาะเล่น? ชอบแหย่นิ้วในรูเล็ก ๆ บางทีก็หยิบของใส่ปากซึ่งเป็นพฤติกรรมหนึ่งที่เด็กวัยนี้แสดงออกเพื่อทำความ รู้จักกับโลกภายนอกตัวเขาโดยการดูด?? กัด หรือสัมผัส?? เด็กชายคนนี้จะสามารถสื่อสารบอกความต้องการของตนเองได้? รู้จักชื่อของตนเอง? การมีโอกาสได้เล่นทำให้เด็กได้พบกับสถานการณ์ต่างๆที่เป็นเสมือนแบบฝึกหัด ให้เขาฝึกแก้ปัญหา


ดังเช่นเด็กชายคนนี้เมื่อเขาคลานไปถึงประตูบานใหญ่บานหนึ่งเขาลุกขึ้นแล้ว กางแขนออกสุดแขนตามความกว้างของประตูแต่….แขนของเขาสั้นไป? เขาพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าที่จะจับขอบประตูทั้งสองข้างเพื่อที่จะก้าวให้ พ้นธรณีประตู เขาทำไม่ได้ เขาทำหน้าเบ้เหมือนจะร้องไห้แล้วหันมามองหน้าผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆคล้ายกับจะ ขอความช่วยเหลือ?? เขาได้รับการกระตุ้นให้ลองพยายามใหม่และมีผู้ใหญ่ยืนให้กำลังใจอยู่ข้างๆ? ในที่สุดเขาก็ทำได้? เขาเดินไปชิดขอบประตูด้านใดด้านหนึ่งใช้มือทั้งสองจับขอบประตูเพื่อพยุงตน เองให้ก้าวพ้นธธรณีประตูโดยหันหลังออก?? เมื่อเขาทำได้ผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ตั้งแต่แรกเอ่ยคำว่าเก่งและปรบมือให้?? เด็กจะเลียนแบบ? ปรบมือ และมีท่าทีที่เป็นสุข

เด็กได้ผ่านบทเรียนไปอีกบทหนึ่ง? ยังมีบทเรียนอีกมากที่คอยเขาอยู่ซึ่งประสบการณ์ที่ดีจากบทเรียนที่ผ่านไปเขา ของที่ได้จากการเล่นนั่นเองจะช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้เขาผ่านบทเรียนอื่นๆไป ได้? ซึ่งความสำเร็จนี้จะก่อตัวขึ้นมาพร้อมกับความภูมิใจในตนเอง? ความเชื่อมั่นในตนเอง และ การเห็นคุณค่าของตนเองได้อีกทางหนึ่งด้วย ในขณะเดียวกันนั่นเองในการเล่นอีกเช่นกันที่จะช่วยสอนให้เขารู้จักความไม่ สำเร็จและกระตุ้นให้เขาพัฒนาตนเองต่อไป?? ในเด็กชายวัยขวบครึ่งอีกคนหนึ่งซึ่งได้รับการเลี้ยงดูในบรรยากาศมี่ไม่เอื้อ ให้เด็กได้เล่นตามวัยและไม่ได้ใกล้ชิดกับพ่อแม่ในบรรยากาศของครอบครัวที่ อบอุ่น? เด็กจะเซื่องซึม?? งอแง?? กล้ามเนื้อแขนขาดูอ่อนแรง?? ไม่ค่อยตอบสนองเมื่อถูกเรียกชื่อ และไม่สามารถสื่อสารเพื่อบอกความต้องการของตนเองได้??? พัฒนาการไม่สมวัย?? น่าเสียดายผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กชายคนที่สองนี้ได้ปล่อยเวลาที่ดีที่สุดต่อการ พัฒนาคุณภาพของเด็กให้ผ่านไปไปโดยไม่รู้ตัว

เด็กมีความเป็นปัจเจกเช่นเดียวกับผู้ใหญ่? เด็กแต่ละคนมีความชอบและไม่ชอบแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตามเด็กทุกคนมีความต้องการที่จะเล่นเหมือนกัน?? ผู้ใหญ่จะมีบทบาทสำคัญที่จะเอื้อให้เด็กได้เล่นหรือไม่หรือให้เด็กๆได้มี โอกาสเล่นอย่างมีคุณภาพเพียงใด??? การเล่นนอกจากจะเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย?? อารมณ์? สังคมและสติปัญญาให้แก่เด็กแล้วยังจะช่วยให้พ่อ? แม่? ผู้ปกครองหรือผู้เกี่ยวข้องได้รู้จักลูกๆหรือเด็กๆในความดูแลของตนเองด้วย

ลองสังเกตบุตรหลานหรือเด็กๆใกล้ตัวนะคะแล้วลองพิจารณาว่าเห็นด้วยกับผู้ เขียนหรือไม่ว่าการเล่นไม่ใช่เรื่องเล่น..เล่น?

วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2553

การเล่าเรียนหรือทำการสิ่งใดๆ

เด็ก ๆ จึงต้องฝึกฝนอบรมให้เกิดมีขึ้นในตนเอง เพื่อจักให้เติบโตขึ้นเป็นคนดี มีประโยชน์และมีชีวิตที่สะอาด ที่เจริญมั่นคงเด็กเป็นอันมาก มีความรักดีมาแต่กำเนิด จะเรียน จะเล่น จะทำสิ่งใด ก็มุ่งมั่นทำให้ดีเด่นไม่มีปัญหาอุปสรรค หรือความยากลำบากยากแค้นใดๆ จะกีดกั้นไว้ได้ เด็กเหล่านี้ ผู้ใหญ่ควรมั่นใจและแผ่เมตต
เกื้อกูล ประคับประคอง
ให้ได้มีโอกาสพัฒนาไปในทางที่ถูกที่ดีทั้งด้านการศึกษา และจิตใจ
เขาจักได้เจริญเติบโตเป็นคนดีพร้อมและเป็นตัวอย่างแก่เยาวชนทั่วไป
ความรู้ ประโยชน์แท้จริงของสิ่งทั้งหลายเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ ต้องปลูกฝังให้หยั่งลึกในตัวเด็ก เด็กจักได้เติบโตเป็นคนฉลาด เที่ยงตรง และสามารถสร้างสรรค์ประโยชน์ที่พึงประสงค์ให้แก่ตน แก่ส่วนรวมได้แน่นอน
มีประสิทธิภาพการทำงานยากลำบากกว่าการเรียนการเรียนนั้น เรียนตามหลักสูตรหรือเรียนวิชาต่าง ๆ ตามที่ทางมหาวิทยาลัยจัดลำดับให้แต่การทำงานไม่มีหลักสูตรวางไว้ จำจะต้องใช้ความคิดริเริ่ม
และความคิดพิจารณาด้วยตนเองในอันที่จะทำสิ่งใด อย่างไร เมื่อใดหากไม่รู้จักพิจารณาใช้ให้ถูกโอกาส
ถึงมีวิชาอยู่ ก็ไม่เป็นผลแก่งานและแก่ตัวนัก
เด็กต้องหัดทำตัวให้สุภาพ อ่อนโยน หมั่นขยัน เอาการเอางาน เอื้อเฟื้อช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเต็มใจ
อยู่เสมอให้ติดเป็นนิสัย จักได้เติบโตเป็นคนดีมีประโยชน์ และมีความเจริญมั่นคงในชีวิต

“ศิลปะสร้างความฉลาดหรือแค่ความเชื่อ”


ศิลปะสร้างความฉลาดหรือแค่ความเชื่อ”

ถึงคราเด็กไทย ต้องเรียนศิลปะ ?

ผู้ปกครองบางคนอาจคิดว่า ศิลปะนั้น ไม่ได้ให้ สาระประโยชน์กับสติปัญญาของลูก นอกจากความบันเทิงใจ คลายเครียดเท่านั้น แต่จากงานวิจัยและความเห็นของนักวิชาการ ต่างยืนยันผลของการกระตุ้นพัฒนาการลูกด้วยศิลปะว่า สามารถพัฒนาไอคิวของลูกรักได้จริงอย่างไม่ต้องสงสัยเลยล่ะค่ะ

ศิลปะพัฒนาสมองของลูกได้อย่างไร

ถ้าเด็กเรียนวิธีการการคิดเลข เช่น 2+2 คำตอบมันจะมีเพียงคำตอบเดียวคือ เท่ากับ 4 สมองจะคิดเป็นขั้นตอนเพียงหนเดียว จะติดพลิกแพลงเป็นเลขตัวอื่นไม่ได้ เพราะเท่ากับเป็นคำตอบที่ผิด แต่ถ้าให้ลูกวาดรูปดอกไม้ดอกหนึ่ง สมองจะต้องใช้กระบวนการคิดทบไปทบมาหลายครั้ง เช่น วาดรูปดอกไม้ ต้องคิดตั้งแต่เริ่มต้นว่าจะวาดดอกไม้อะไร มีกลีบดอกเยอะไหม ต้องวาดทีละกลีบ กลีบดอกจะซ้อนหรือว่าแบนมีชั้นเดียว และต้องระบายสีอีก จะใช้สีอะไร ใส่ใบไม้ลักษณะแบบไหน กี่ใบ ฉะนั้นการทำงานผ่านศิลปะ ความคิดของเด็กจึงต้องทำงานเป็นขั้นจาก 1-2-3-4-5....ไปเรื่อยๆ ขณะที่การคิดเลขมันแค่ 2+2=4 คิดกี่ครั้งๆ ก็ได้ 4 เท่ากับเป็นการคิดครั้งเดียวจบ ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร รองผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็ก ม.มหิดล กล่าว

ฉะนั้นกระบวนการทำงานศิลปะ เช่น การวาดภาพมีผลต่อการพัฒนาสมองและจินตนาการ ฝึกสมองให้คิดทบหลายครั้ง ทำให้สมองคิดตลอดเวลาและแต่ละครั้งก็คือ การแก้ปัญหา เปรียบเทียบ คิดออก เลือกทำ สมองจึงทำงานอยู่เรื่อยๆ ฝึกบ่อยๆ หลายๆ ครั้ง สมองของลูกก็เหมือนได้ลับความคม มีดทื่อๆ ถ้าได้ลับหลายๆ ครั้งก็จะคมขึ้นค่ะ

อาจารย์สังคม ทองมี เคยให้สัมภาษณ์ว่า ศิลปะมีผลต่อการพัฒนาเด็กทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา อารมณ์ จิตใจ สังคม ศิลปะพัฒนาสมองของเด็ก ด้วยการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นประโยชน์กับตัวเอง กับสังคม และโลก เมื่อมองย้อนไปในยุคกรีก โรมัน จะเห็นการพัฒนาศิลปะและวัฒนธรรมในเชิงประวัติศาสตร์ ชนใดมีความคิดสร้างสรรค์สูง จะสร้างสิ่งที่มีคุณค่าให้กับโลก เหตุนี้ชาวต่างชาติจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน แต่การจะพัฒนาคนได้ เชื่อว่าต้องพัฒนาความคิดของคนก่อน เมื่อคนมีความคิดที่ดีและสร้างสรรค์ จะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ ดังนั้นเขาจึงมองศิลปะเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญตั้งแต่เล็ก การจัดระบบการเรียนการสอนในโรงเรียน จะใช้ศิลปะไปสัมพันธ์กับกระบวนการเรียนรู้ เกิดการเรียนแบบบูรณการ เช่น ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ จะให้เด็กเรียนประวัติศาสตร์ โดยให้ศึกษาโบราณสถานไปด้วย วาดรูปไปด้วย ทั้งที่วิชานั้นไม่ใช่วิชาศิลปะ ไม่ว่าเด็กจะเรียนคณิตศาสตร์ หรือวิชาใดๆ จะนำศิลปะไปช่วยทำให้เด็กเกิดความเข้าใจได้ลึกซึ้ง และจำได้ดีกว่าที่จะแยกเรียนเป็นวิชา มานั่งท่องจำเป็นวิชาๆ แบบบ้านเรา

รศ.พญ.ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญสมองเด็ก กล่าวสอดคล้องในเรื่องนี้ว่า นักการศึกษาบางคนเชื่อว่า การศึกษาเรียนรู้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย ถ้าไม่มีเรื่องของศิลปะมาช่วย โรงเรียนที่มีการสอนบางระบบ เช่น โรงเรียนที่ใช้แนวการสอนแบบวอลดอล์ฟ ก็ใช้ศิลปะเป็นวิธีการเรียนการสอนเรื่องต่างๆ

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ศิลปะสามารถสร้างความฉลาดให้กับลูกได้ มิใช่เป็นเพียงแค่กิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ สร้างความสนุกสนานอย่างไรสาระ แต่ให้คุณค่าด้านจิตใจและสติปัญญาได้นะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2553

ความรู้สึกเกี่ยวกับสีในเชิงจิตวิทยา

ความรู้สึกเกี่ยวกับสีในเชิงจิตวิทยา

สีแดง ให้ความรู้สึกร้อน รุนแรง กระตุ้น ท้าทาย เคลื่อนไหว ตื่นเต้น เร้าใจ มีพลัง ความอุดม สมบูรณ์ ความมั่งคั่ง ความรัก ความสำคัญ อันตราย

สีส้ม ให้ความรู้สึก ร้อน ความอบอุ่น ความสดใส มีชีวิตชีวา วัยรุ่น ความคึกคะนอง การปลดปล่อย ความเปรี้ยว การระวัง

สีเหลือง ให้ความรู้สึกแจ่มใส ความสดใส ความร่าเริง ความเบิกบานสดชื่น ชีวิตใหม่ ความสด ใหม่ ความสุกสว่าง การแผ่ กระจาย อำนาจบารมี

สีเขียว ให้ความรู้สึก สงบ เงียบ ร่มรื่น ร่มเย็น การพักผ่อน การผ่อนคลาย ธรรมชาติ ความปลอดภัย ปกติ ความสุข ความสุขุม เยือกเย็น

สีน้ำเงิน ให้ความรู้สึกสงบ สุขุม สุภาพ หนักแน่น เคร่งขรึม เอาการเอางาน ละเอียด รอบคอบ สง่างาม มีศักดิ์ศรี สูงศักดิ์ เป็นระเบียบถ่อมตน

สีม่วง ให้ความรู้สึก มีเสน่ห์ น่าติดตาม เร้นลับ ซ่อนเร้น มีอำนาจ มีพลังแฝงอยู่ ความรัก ความ เศร้า ความผิดหวัง ความสงบ ความสูงศักดิ์

สีฟ้า ให้ความรู้สึก ปลอดโปร่งโล่ง กว้าง เบา โปร่งใส สะอาด ปลอดภัย ความสว่าง ลมหายใจ ความเป็น อิสระ เสรี ช่วยเหลือ แบ่งปัน

สีขาว ให้ความรู้สึก บริสุทธิ์ สะอาด สดใส เบาบาง อ่อนโยน เปิดเผย การเกิด ความรัก ความหวัง ความจริง ความเมตตา ความศรัทธา ความดีงาม

สีชมพู ให้ความรู้สึก อบอุ่น อ่อนโยน นุ่มนวล อ่อนหวาน ความรัก เอาใจใส่ วัยรุ่น หนุ่มสาว ความน่ารัก ความสดใส

สีเทา ให้ความรู้สึก เศร้า อาลัย ท้อแท้ ความลึกลับ ความหดหู่ ความชรา ความสงบ ความเงียบ สุภาพ สุขุม ถ่อมตน

สีทอง ให้ความรู้สึก ความหรูหรา โอ่อ่า มีราคา สูงค่า สิ่งสำคัญ ความเจริญรุ่งเรือง ความสุข ความมั่งคั่ง ความร่ำรวย การแผ่กระจาย

สีดำ ให้ความรู้สึก มืด สกปรก ลึกลับ ความสิ้นหวัง จุดจบ ความตาย ความชั่ว ความลับ ทารุณ โหดร้าย ความเศร้า หนัก แน่น เข้มเข็ง อดทน มีพลัง